ครอบครัวเป็นพิษ 

คำเตือน (Trigger Warning)

มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลในครอบครัวและการทำร้ายจิตใจ
ด้วยการเมินเฉยทางอารมณ์ ไม่แนะนำให้ผู้ไม่มีความพร้อมอ่าน

“บ้านเราเป็นบ้านคนจีนที่อยากมีลูกชาย เขาได้ลูกสองคนแรกเป็นผู้หญิง และมีลูกชายเป็นคนที่สาม หลังจากนั้นพ่อก็ทำหมัน แต่ 7 ปีหลังจากนั้นเกิดความผิดพลาด เราซึ่งเป็นลูกสาวเลยได้เกิดมา เราพบว่าตำแหน่งการเกิดของลูกแต่ละคนมีผลต่อการเลือกปฏิบัติมากๆ เช่น ลูกคนแรกกับลูกชายจะได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ลูกคนกลางกับเราไม่ค่อยได้รับความใส่ใจ เช่น เราไม่เคยถูกพาไปเที่ยว ไม่ค่อยมีเสื้อผ้าหรือของเล่นใหม่ๆ แต่ก็ไม่ได้เจ็บปวดกับเรื่องนั้น เพราะก็เข้าใจว่าตอนที่เราเกิดเศรษฐกิจที่บ้านไม่ค่อยดี

ตอนที่เราอายุ 6-7 ขวบ พี่ชายอายุ 14 ปี เขาเริ่มเป็นวัยรุ่นและสนใจร่างกายผู้หญิง เลยเข้ามาหลอกล่อเรา ถามว่าอยากอ่านการ์ตูนไหม เดี๋ยวเอาเล่มใหม่ให้อ่าน แต่ต้องถอดกางเกงก่อน พอถอดเสร็จก็ให้นอนแล้วก็เอาหมอนใบใหญ่ๆ วางบนอกเรา บอกให้อ่านการ์ตูนไป แล้วเขาก็ยุ่งกับข้างล่างของเราขณะที่เปลือย ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร งง สงสัย และระแวง แต่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะคิดว่ายังไงเขาก็เป็นพี่ชาย

ตอนนั้นแม่งานเยอะเลยให้พี่สาวคนรองเลี้ยงเราแทน พอพี่สาวคนนี้เข้ามหา’ลัยก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน พี่ชายก็เข้ามาทำแบบนี้กับเราแทบทุกวัน ทั้งใช้มือและพยายามสอดใส่ โชคดีที่เขาสอดใส่ไม่สำเร็จ สถานที่ก็เป็นเตียงที่เรานอนกับแม่ บางวันที่ทำ พ่อแม่ก็ดูทีวีอยู่ห้องข้างๆ พี่เขาก็แค่ล็อกประตู แต่ไม่มีใครระแวงเลยว่าลูกชายทำอะไรลูกสาวในห้องปิดล็อก

กว่าเราจะรู้ว่านี่คือเซ็กซ์ นี่คือการพยายามข่มขืน เราก็อายุ 10 ปีแล้ว เราช็อก เพราะสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่ามันคืออะไร รู้สึกว่าตัวเองสกปรกและเริ่มสงสัยในคุณค่าของตัวเองว่า ทำไมไม่มีใครปกป้องเราเลย เราซึมและแอบร้องไห้บ่อยๆ บางทีแม่ก็เห็น แต่ไม่ถามว่าเราเป็นอะไร คืนหนึ่งที่เราเครียดมากๆ จนปวดท้อง ที่บ้านก็พาไปหาหมอ แต่ไม่เห็นว่าร้องไห้ ไม่มีใครถามว่าเป็นอะไร เราทั้งโกรธ กลัว ไม่ปลอดภัย และไม่ได้รับความสนใจ

ตั้งแต่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราคิดอยู่ตลอดว่าจะบอกแม่ดีไหม เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแม่ไม่ค่อยดี เรากลัวว่าถ้าบอก แม่จะไม่เชื่อ แล้วมันจะยิ่งเลวร้ายมากกว่าเดิม แต่ถ้าเขาเชื่อ ครอบครัวเราจะเป็นยังไง พี่เราจะเป็นยังไง เราสับสนมาก เพราะใจหนึ่งก็ยังมองว่าเขาเป็นพี่ชาย เป็นคนในครอบครัว แต่ในใจก็มีแต่คำถามอยู่เสมอว่า เราไว้ใจใครได้บ้าง? (ร้องไห้) ใครเป็นครอบครัวเราบ้าง ….

ตอนนั้นพี่ชายอายุ 14-15 ปีแล้ว เป็นวัยรุ่นที่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำคืออะไร แต่เขาไม่ได้เห็นเราเป็นน้อง ไม่เห็นเราเป็นคน เขาเห็นเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรู เป็นร่างกายผู้หญิงที่เขาอยากจะสำรวจอย่างไรก็ได้ มันน่าขนลุกที่บ้านคนจีนเลี้ยงให้ลูกชายเป็นปีศาจแบบนี้ ลูกชายอยากได้อะไรพ่อแม่ให้หมด มีสิทธิพิเศษทุกอย่าง เขาเลยรู้สึกว่าจะทำอะไรกับคนที่มีอำนาจด้อยกว่าอย่างเราก็ได้ มั่นใจว่าตัวเองจะอยู่รอดปลอดภัย ซึ่งมันพรากเอาความไว้ใจที่มีกับครอบครัวไปจนหมด

หลังจากนั้นพี่คนรองก็แวะกลับมาบ้านช่วงปิดเทอม เขาก็สังเกตเห็นว่าเราซึม ไม่ปกติ เราเลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พี่กอดเราร้องไห้ เพราะเขารู้ว่าการเป็นลูกสาวในบ้าน มันไม่ค่อยมีความหมาย แต่เขาก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเหมือนกัน เลยได้แต่ฟัง ไม่ได้บอกใครในบ้าน

หลังจากนั้น เราก็อยู่ๆ ไปแบบหลอกตัวเองว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันผ่านไปแล้ว มันไม่เกิดขึ้นกับเราอีกแล้ว เราก็ใช้ชีวิตไปได้เหมือนคนปกติคนหนึ่งที่ไม่มีเรื่องสะเทือนใจอะไร แต่ลึกๆ เรารู้สึกไม่ปลอดภัย คิดอยู่ตลอดว่าอยากหนีไปจากครอบครัวนี้ เลยมีแฟนและตัดสินใจแต่งงาน เพื่อที่จะสร้างความหมายของครอบครัวขึ้นมาใหม่ ไม่เคยบอกแฟนเรื่องนี้เลย เพราะคิดว่าเราโอเคแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว”

Silence treatment

“หลังจากนั้นเรามีลูกสาว ซึ่งทำให้เราวิตกกังวลมาก ประสาทแดกมาก เพราะเราไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบเดียวกันกับเขาอีก เราลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเพื่อไม่ต้องฝากใครเลี้ยงเหมือนแม่เรา แต่พอถึงช่วงวัยที่ลูกเปลี่ยนจากเด็กเล็กเป็นเด็กโต ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่เราเจอเหตุการณ์นั้น เรากลัวมาก เหมือนลูกทำให้เราย้อนไปอยู่ในช่วงที่เราถูกล่วงละเมิด เรามีอาการหวาดระแวง ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเด็กถูกละเมิด เราจะร้องไห้ทั้งวัน ซึ่งเป็นอาการของโรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder)

ตอนนั้นแม่เราเริ่มแก่ เราเลยมีหน้าที่ขับรถรับส่งเวลาเขาไปทำธุระต่างๆ วันนั้นเราขับรถไปส่งแม่ช้อปปิ้ง แม่หายไปนานมากๆ จนเราคิดว่าเอาลูกไปเล่นกับเด็กๆ ที่ร้านนวดของพี่ชายซึ่งอยู่แถวนั้นดีกว่า เล่นได้สักพัก แม่ก็โทรมาบอกว่าเสร็จแล้ว มารับได้ เราเลยฝากลูกไว้กับพี่สะใภ้ คิดว่ารีบไปรีบกลับ ไม่น่านาน ปรากฏว่าไปถึงก็ยังต้องรอ เราร้อนใจมาก เพราะร้านนวดมีพนักงานชายคนอื่นอยู่ด้วย เราระแวงจนสติแตก พอแม่ขึ้นรถมาเราก็ฟูมฟาย แม่ก็โมโหว่าอะไรหนักหนา

จังหวะนั้นเราเลยพรั่งพรูทุกอย่างออกมาว่า ทำไมเราถึงประสาทแดกขนาดนี้ ทำไมเราถึงทะเลาะกับแม่บ่อยๆ เพราะว่าเราถูกพี่ชายทำแบบนี้และเราโกรธมากที่แม่ทอดทิ้งเราตอนเป็นเด็ก แม่ก็ช็อก เงียบ แล้วก็พูดว่า “ทำไมเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้” ซึ่งตอนนั้นเราอายุ 32 แล้ว

หลังจากนั้นแม่ก็เล่าให้พี่คนโตฟัง แต่ไม่คุยกับพี่ชาย ไม่ว่าอะไรเขาเลย เรายิ่งรู้สึกแย่และฟูมฟาย เพราะรู้สึกว่าลำเอียง แม่รู้ แต่แม่ไม่ทำอะไร แม่ปกป้องพี่ชาย จนวันหนึ่งเราก็ทะเลาะกับแม่เรื่องนี้ แม่เลยต่อโทรศัพท์ให้คุยกับพี่ชาย ซึ่งทำให้เราซึ่งกำลังฟูมฟายอยู่แล้ว สติแตกและโวยวายมากกว่าเดิม ยิ่งพี่ชายกลับตอบกลับมาว่า เฮ้ย จริงเหรอ ฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยทำแกแบบนั้น

เราก็เตรียมใจแล้วว่ามันอาจจะเหี้ยแบบนี้ แต่เราไม่ยอม ต้องเค้นความจริงออกมาให้ได้ เพราะถ้าปล่อยให้มันคุยกับแม่เองวันหลัง มันคงต้องหาทางเอาตัวรอดได้ เผลอๆ แม่จะหาว่าเราใส่ร้ายมัน สุดท้ายมันก็สารภาพว่าทำจริงและขอโทษ วันนั้นเป็นวันที่เรารู้สึก Mission complete มาก เพราะเราฝันว่าได้ตะโกนด่า ได้บอกว่ารังเกียจ ขยะแขยงมันแค่ไหน ได้บอกว่ามันทำอะไรให้ทุกคนได้รู้ แต่พอแม่ได้ฟังแบบนั้น แม่ก็แค่ถามว่า “ทำไมไปทำกับเขาอย่างนี้ลูก? ไม่น่าทำแบบนั้นเลยนะ (เสียงอ่อน)” โห เป็นการดุด่าที่อ่อนหวานมาก ต่างกับที่ทำกับเราสุดๆ

ช่วงที่เราหยุดดิ่งไม่ได้ อาการหนัก เราก็เล่าให้สามีฟังว่าเราไม่สบายเพราะอะไร เล่าไปร้องไห้ไป แตกสลาย เละเป็นขี้ แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมาคือ เขาพูดว่าเขาเคยโดนเหมือนกัน เคยโดนผู้หญิงแซวบนรถเมล์ แล้วก็ไม่มากอดเรา ไม่ปลอบใจเรา จนเราต้องขอให้เขากอดหน่อย เราไม่ไหวแล้ว เราเลยรู้สึกว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเราจริงๆ เป็นจุดเริ่มที่คิดว่าเราจะไม่อยู่กับคนนี้จนแก่ตาย ชีวิตที่เหลือของเราควรมีความหมายมากกว่านี้ และสุดท้ายเราก็แยกทางกัน

หลังจากแยกทาง ด้วยปัญหาทางการเงินเราต้องย้ายกลับมาอยู่บ้าน เราเคยคิดว่าการพูดเรื่องนี้ไปมันไม่น่าส่งผลอะไรกับเรามาก ในระยะแรกๆ ทุกคนในบ้านก็แสดงออกว่ารู้สึกผิด เสียใจ ร้องไห้ แต่ต่อมาเราพบว่าจริงๆ ทุกคนไม่ได้โอเคกับการที่เราพูดออกมาเลย เราถูกทำให้โดดเดี่ยว ถูกบอยคอตจากคนในครอบครัว เช่น เวลาเราเดินไปที่โต๊ะกินข้าวขณะทุกคนนั่งอยู่ อยู่ๆ ทุกคนก็จะแตกกระจายไปเลย พี่ชายกับครอบครัวจะพากันนั่งรถกลับบ้าน พี่สาวกับแม่ก็ขึ้นห้องปิดประตู เหมือนทุกคนหลบหน้าเรา หรือเวลานั่งด้วยกัน พี่สาวคนรองมัก Silence treatment กับเรา คือไม่พูด ไม่ฟัง ทำเหมือนมองไม่เห็นเราไปเลย

เราเลยรู้สึกเคารพตัวเองในตอนเด็กมากๆ ที่ตัดสินใจไม่พูดมันออกมาในตอนนั้น เพราะว่าผลที่ได้รับมันน่ากลัวมาก ถ้าเราถูกโดดเดี่ยวแบบนี้ในวัยนั้น เราน่าจะแย่และพังทลายกว่านี้มาก”

Silence treatment

“มองย้อนกลับไป เราคิดว่าบ้านเราไม่เคยสัมพันธ์กันในแบบที่แต่ละคนมีอำนาจเท่ากันเลย เขาสื่อสารกับเราเป็นแนวดิ่งมาตลอด คือต้องดุด่า บอกสอน เรามีหน้าที่เป็นน้อง เป็นลูก เป็นคนอำนาจน้อยสุดในบ้านเท่านั้น พอวันหนึ่งที่เราโตแล้วมาบอกทุกคนว่าเราเป็นผู้เสียหาย เราเป็นเหยื่อ เขาเลยสื่อสารแนวดิ่งกับเราก็ไม่ได้อีกต่อไป พอไม่รู้จะทำอย่างไรดีก็เลยใช้วิธีทิ้งเอาไว้แบบนั้น

จริงๆ มันเป็นการทำร้ายกันโดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่ใช้ความเงียบ (Passive Aggressive) ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องนี้ แต่อยู่ในหลายเหตุการณ์ เช่น ตอนที่เราโตขึ้นแล้วติดแฟน พี่สาวคนรองที่เคยสนิทด้วยเขาก็ไม่ชอบ เพราะเราไม่ติดเขา เราไม่เป็นผู้น้อยที่คอยให้เขาบอกสอนอีกแล้ว ฉะนั้นเขาเลยทำโทษเราด้วยการไม่คุย ทำเหมือนไม่มีเราอยู่ตรงนั้น แต่เลือกคุยเฉพาะในจังหวะที่เขามีโอกาสสอนเท่านั้น หรือตอนที่พี่คนรองทะเลาะกับพ่อ เขาก็เลือกไม่กลับบ้าน เวลากลับมาก็ทำเป็นไม่เห็น ไม่คุย แต่ตอนที่พ่อใกล้ตายก็มาพะเน้าพะนอ ร้องไห้ ฟูมฟาย

เราเลยรู้สึกว่าครอบครัวเราน่ากลัว เวลามีปัญหาอะไรไม่เผชิญหน้า ไม่พอใจอะไรไม่พูด ไม่ด่าทอ ไม่ทุบตี แต่เลือกใช้ความเงียบ การเมินเฉย หรือพูดเพื่อให้รู้สึกผิดแทน

เหตุการณ์หนึ่งที่ชัดมากคือ วันหนึ่งพี่สาวคนโตเราลืมปิดเตาแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้ข้าวของไหม้ เตาพังเสียหาย พี่เขาก็เรียกเราไปว่าว่าทำไมไม่จัดการบ้านให้เรียบร้อยปลอดภัย เขาทำของไหม้เพราะเรา เราฟังแล้วก็ เอ๊ะ ของมันไหม้เพราะตัวเขาเอง แต่กลับมาโทษเรา ก็กระจ่างแก่ใจเลยว่าเราเป็นกระโถนของเขา เขาเลือกโทษเราเพื่อความสบายใจของตัวเอง นี่เป็น Gaslight (การปั่นหัว) ที่เขาทำเป็นประจำ แต่ตอนเด็กๆ เราไม่รู้และมักโทษตัวเองว่าเป็นเด็กไม่ดี หลังเหตุการณ์นี้ เรามีนัดกับพี่สาวคนรองเพื่อทำเรื่องโอนรถ เราก็นั่งร้องไห้กับเรื่องที่เพิ่งเกิด มีคนเห็นเยอะแยะเลย แต่พี่สาวเราเห็นก็ไม่พูดอะไรสักคำ เซ็นเอกสารเสร็จก็เดินออกไปเลย

เราเลยปักธงในใจเลยว่า ไม่ว่าอย่างไร เราจะย้ายออกจากครอบครัวนี้แล้วไม่กลับมาอีก ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรามีแผนว่าจะย้ายประเทศกับลูก เพราะเรารู้ว่าสาเหตุ PTSD ของเรามันมาจากครอบครัว ถ้ายังอยู่ ยังไงก็ต้องเจอหลานที่หน้าเหมือนพี่ชายขึ้นทุกวัน ยิ่งพอเราเห็นธาตุแท้ของคนในบ้าน เราก็ยิ่งไม่มีห่วงอะไร ตอนที่บอกว่าเรามีแผนจะย้าย ที่บ้านก็ไม่ว่าอะไร ดูสบายใจ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเหมือนกัน อย่างพี่สาวคนโตซึ่งตอนนี้ได้เป็นพลเมืองที่สหรัฐอเมริกา เราเคยถามว่าเขาพอจะช่วยเราเรื่องวีซ่าได้ไหม เขาก็บอกให้สมัคร Green Card Lotto สิ

การที่เรามีเป้าหมายว่าจะย้ายประเทศ แม้มันจะยากมากๆ ทุกวันนี้เราทำไปได้แค่ 5% เอง แต่มันทำให้เรามีความหวัง เราอยากฝึกทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอด ไม่ใช่ว่ามองไปทางไหนก็มืดไปหมด นอกจากนี้เรายังพบว่า เราพบความสัมพันธ์ดีๆ กับคนนอกครอบครัวได้ เราเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เพื่อนในสังคมอื่นฟัง เราได้เจอคนที่ถูกทำร้ายโดยครอบครัวเหมือนๆ กัน ทำให้เรารู้ว่าไม่ได้ตัวคนเดียว ยิ่งได้ฟังคนที่เคยถูกล่วงละเมิดโดยครอบครัวแต่ลุกขึ้นมาได้ เรารู้สึกมันเป็นพลังมากๆ มันเป็นการจับมือกันของผู้ถูกกดขี่ที่ทำให้เรามีความหวังว่าเราจะดีกว่าวันนี้ได้

ตอนนี้อาการ PTSD เราสงบขึ้นมากแล้ว ออฟยาได้ 3-4 เดือนแล้ว ยังมีความนอยเรื่องลูกอยู่บ้าง แต่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้ามีธุระก็ฝากลูกไว้กับบ้านเพื่อนที่เราไว้ใจ โดยรวมคือยังระวังอยู่ แต่ไม่เซนซิทีฟเท่าเดิมแล้ว”

บทความ :

พรรัตน์ วชิราชัย

นักเขียนที่ถนัดงานสัมภาษณ์ สนใจประเด็น feminist ความเป็นธรรมทางเพศ ประเด็นสุขภาพจิต ฯลฯ ชอบดูซีรีย์และเดินทางเวลาเหนื่อย

@2024 Backyard Politics All Right Reserved.