ลูกสาวแม่ค้าขายข้าวแกงกับธุรกิจของตัวเอง

“เราเป็นลูกสาวแม่ค้าขายข้าวแกง ช่วยแม่ทำอาหารตั้งแต่เด็ก โตมาได้ทำงานสังคม หนึ่งในประเด็นที่คุลุกคลีคือเรื่องอาหารการกิน เรารู้ว่าระบบผลิตอาหารมันไม่เวิร์ค ทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบการผลิต เอาเปรียบเกษตรกร ไม่ดีต่อสุขภาพ

ตัวเราเองก็กินอาหารแบบนี้ เวลาประชุมประเด็นทางสังคมเราก็ไม่มีทางเลือก อย่างดีก็ทำอาหารกินเอง แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ ก็ได้เจอชาวบ้านที่ผลิตอาหารดีๆ ไม่ไกลจากกรุงเทพ จึงคิดอยากทำ catering (อาหารจัดเลี้ยง) เพราะเทรนสังคมก็สนใจสุขภาพมากขึ้น เพื่อนๆ ที่เป็นนักกิจกรรมก็น่าจะใช้บริการของเรา

แต่พอลองทำแล้วพบว่า แม้ราคาวัตถุดิบจะไม่ได้แพงมาก แต่ค่าบริหารจัดการสูง หมูอยู่ที่ ไก่อยู่ที่ ผักอยู่ที่ กว่าจะรวมร่างได้ ราคาก็สูง กลุ่มเป้าหมายก็จ่ายไม่ค่อยไหว คนที่จ่ายได้คือบริษัทหรือองค์กรที่สนใจ CSR ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ต้องการอาหารหน้าตาสวยงามเหมือนโรงแรม เราต้องปรับตัวกับกระแส ค่อยๆสร้างความเข้าใจกันไป งานไหนทำแล้วไม่ขาดทุนเราก็ทำ”

“เมื่อก่อนพี่เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เคยนอนไม่หลับอยู่ปีกว่า พยายามทำทุกทางให้หาย แต่ไม่เวิร์ค เพื่อนก็ปลอบใจว่า ‘ไม่เป็นไรนะ กูเชื่อว่ามึงเป็นคนเก่ง คนดี’ แต่เราฟังแล้วหงุดหงิด คือกูเป็นแบบนี้ มึงไม่เหมือนกู ก็พูดได้

หลังจากนั้นพักใหญ่ พี่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการฟัง ทำให้เห็นด้านมืดของตัวเองที่เชื่อว่า เราไม่เป็นที่ต้องการ ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ พ่อแม่ให้พี่เก็บกระเป๋าไปอยู่กับครอบครัวป้าที่หนองคาย พี่โคตรน้อยใจ ไม่เข้าใจ ทำไมคนอื่นไม่ต้องไป พ่อแม่ไม่ต้องการเราเหรอ แต่จริงๆ พ่อแม่มองการณ์ไกลมาก เขาเรียนน้อย จึงอยากให้ลูกสาวเรียนสูงๆ จะได้พึ่งพาตัวเองได้ ถ้าอยู่กับพ่อแม่ก็อาจจะเสียคน เพราะเขาทำงานหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาดูแล ลูกเยอะ บ้านก็เป็นไซต์ก่อสร้าง พอพี่เข้าใจเรื่องนี้ มุมมองต่อชีวิตก็เปลี่ยน รู้สึกขอบคุณพ่อแม่ที่ทำให้เรามีโอกาสเป็นเราจนถึงทุกวันนี้ พี่เป็นลูกคนเดียวที่มีบ้าน มีรถ เรียนจบปริญญา และไม่ต้องทำงานแรงงาน พอเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีก็ช่วยเหลือพี่น้องคนอื่นเวลาที่เขาลำบากได้

เรื่องนี้ทำให้พี่สนใจชีวิตด้านใน อยากเข้าใจความรู้สึกตัวเอง เพราะถ้าเราเข้าใจ เราจะไม่โทษใคร ไม่ทำให้ตัวเองและคนรอบข้างต้องเจ็บปวด”

“2 ปีที่แล้ว (2557) แม่พี่เสียกะทันหันด้วยโรคมะเร็ง แม่นอนอยู่โรงพยาบาล 7 วัน ผลตรวจยังไม่ทันออก แกก็ไปแล้ว แต่พี่ถือว่าเป็นเรื่องดีงาม เพราะพ่อพี่เสีย 10 ปีที่แล้ว ก่อนเสีย พ่อเป็นอัมพาตอยู่ 8 ปี แม่รับภาระหนักมาก ต้องหาเลี้ยงลูกที่กำลังเรียน 4 คน และดูแลคนป่วยในบ้าน ไหนจะค่าหมอ ค่าหมอนวด ค่ายา ถ้ามีบ้านก็ขายบ้าน มีรถก็ขายรถ ฉะนั้นพอแม่ล้มป่วย เราก็วางแผนกันว่าต้องมีลูกคนหนึ่งหยุดงานมาดูแล ส่วนคนที่เหลือก็ช่วยกันหาเงินค่ารักษา เพราะแม้จะมี 30 บาท แต่ก็มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ วันที่แม่เสีย แม่ยังดูดีขึ้น ตอบโต้กับลูกได้ แต่คืนนั้นจู่ๆ แกก็ไปเลย พี่คิดว่าแม่คงตัดสินใจไปเพื่อเราและตัวเองจะไม่ต้องทนทรมานมาก บางทีการจากไปยังโลกที่ไม่รู้จัก อาจจะน่าผจญภัยกว่าการอยู่อย่างทรมานก็ได้นะ”

หมายเหตุ : สัมภาษณ์เธอครั้งแรกเมื่อปี 2559

บทความ :

พรรัตน์ วชิราชัย

นักเขียนที่ถนัดงานสัมภาษณ์ สนใจประเด็น feminist ความเป็นธรรมทางเพศ ประเด็นสุขภาพจิต ฯลฯ ชอบดูซีรีย์และเดินทางเวลาเหนื่อย

@2024 Backyard Politics All Right Reserved.