เธออ่านหนังสือเล่มไหน?

เธออ่านหนังสือเล่มไหน? การเดินทางของลูกสาว นักศึกษา และผู้หญิงนักปกป้องสิทธิทางเพศ

“ตื่นสายไม่ได้...”

ฉันอยู่ในระบบครอบครัวที่พ่อเป็นบุคคลที่ถูกให้คุณค่าและเป็นเสาหลักของบ้าน ระบบมากับการควบคุม กำหนดบทบาทหน้าที่คนภายในบ้านให้อยู่ภายใต้ความต้องการของพ่อซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับจารีตประเพณี ความไม่ชอบใจแรกที่ทำให้ฉันตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็นลูกสาวหรือเด็กผู้หญิงของฉันคือ “ทำไมต้องตื่นเช้า?” บทบาทหน้าที่ของเด็กผู้หญิงหรือลูกสาวต้องตื่นเช้ามาช่วยแม่ทำงานบ้าน ล้างจาน เตรียมอาหาร และซักผ้า เพื่อเตรียมความพร้อมคนเป็นลูกชายหรือสามีให้ออกไปข้างนอกได้สะดวกสบายตัวมากขึ้น ฉันถูกตั้งคำถามจากพ่ออยู่บ่อยครั้งว่า “ทำไมไม่ตื่นเช้าๆ มาช่วยแม่” “เป็นผู้หญิงยังไงทำไมตื่นสาย ใครจะเอาเป็นเมีย” และถูกตั้งคำถามจากญาติผ่านพ่อว่า “ทำไมลูกสาวตื่นสายจัง แม่เขาเลี้ยงมายังไง ตามใจเกินไปหรือเปล่า” ณ ขณะนั้น คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ฉันไม่มีชุดคำอธิบายหรือตรรกะมาอธิบายให้ตัวเองและคนอื่นเข้าใจ ฉันถูกครอบครัวและญาติมองว่าเป็นหลานสาวที่ขี้เกียจและไม่ใส่ใจครอบครัวโดยผ่านการกดดันจากพ่อมาสู่แม่อีกทอดหนึ่ง จนทำให้ฉันในตอนนั้นไม่อยากเกิดมาเป็นผู้หญิง เกลียดการเป็นผู้หญิง เพราะมันนำมาซึ่งบทบาท หน้าที่และกรอบที่ฉันไม่ชอบเอาเสียเลย เกลียดการเป็นผู้หญิงที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่การตื่นสาย

การมองเห็นปัญหาและตั้งคำถามแล้วไม่มีคำตอบอื่นนอกจากเพราะเป็นผู้หญิงจึงต้องทำและห้ามทำเรื่องนั้น ฉันจึงเริ่มสนใจและสังเกตบริบทแวดล้อมตัวฉันและแม่ว่า การที่ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเพราะเป็นผู้หญิงนั้นปกติหรือไม่ ในวัฒนธรรมของลาวอีสานบางพื้นที่ ลูกสาวไม่ว่าจะเกิดในลำดับใดจะต้องเป็นผู้ค้ำจุนบ้าน อยู่ติดบ้าน ไม่สามารถแยกตัวตนออกจากบ้านได้ ลูกสาว พี่สาว น้องสาว ลูกสะใภ้ ต้องปรนนิบัติทุกคนในครอบครัวตัวเองและสามีไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่กันแล้วก็ตาม

“ไม่สามารถแยกตัวตนออกจากบ้านได้”

ในสังคมที่ฉันอยู่นั้นมีวัฒนธรรม จารีต ประเพณีและค่านิยมที่ให้ฝ่ายชายแต่งเข้ามาบ้านฝ่ายหญิงเนื่องจากหน้าที่และบทบาทของลูกผู้หญิงดูแลอาหารการกิน ชีวิต จิตใจ อาการเจ็บป่วย ความคิดความฝันผ่านการพูดคุย รับฟังปัญหา ฟังในสิ่งที่คนในบ้านอยากทำอยากเป็นแต่ไม่สามารถคุยกับพ่อได้หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์พ่อที่ใช้อำนาจเหนือเกินไปแต่หากพูดกับพ่อตรง ๆ พ่อก็ไม่รับฟัง โดนด่าและอาจจะถูกทำร้ายร่างกายด้วย และดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนในบ้าน ซ่อมแซมบำรุงรักษาตัวบ้าน ตรวจเช็คตัวบ้านว่ามีความเสียหายอะไรบ้าง หากเล็กน้อยไม่เหลือบ่ากว่าแรงเช่นชั้นวางของพัง ก็จะลงมือซ่อมแซมด้วยตัวเองก่อนขอความช่วยเหลือจากช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อประหยัดภาระค่าใช้จ่ายช่วยสามี พูดให้กระชับมากกว่านั้นคือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านทั้งสิ่งของและผู้คนต้องเป็นภาระหน้าที่ของผู้หญิงเป็นคนดูแลบำรุงรักษา เป็นแรงงานที่ไม่มีชื่อเรียก ไม่มีค่าจ้างและไม่ถูกเห็นคุณค่า

และ “บ้าน” ไม่เพียงแต่ประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกเท่านั้น แต่ประกอบด้วยญาติพี่น้องทั้งฝั่งพ่อและแม่ทุกคนด้วย คำว่าบ้านนั้นจึงมีขนาดใหญ่มากพิเศษ
ทุกปัจจัยประกอบกันนั้นจึงทำให้ผู้หญิงในชุมชนของฉันมีชีวิตที่อยู่กับบ้านตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะไปเจอสังคม ผู้คน สภาพแวดล้อมอื่น ๆ แม้ในยุคปัจจุบันที่ผู้หญิงมีโอกาสได้ไปทำงานต่างพื้นที่บ้างแต่ก็ไม่เคยตัดขาดตัวเองจาก “บ้าน” ได้ ยังคงต้องจัดการปัญหาและความเป็นอยู่ของทุกคนอยู่ประจำแต่ก็ไม่เคยถูกให้คุณค่าหรือชื่นชมจากใครเลย

นี่คือสิ่งที่ฉันตั้งคำถามต่อมากับแม่ว่าทำไมต้องทำและต่อตัวเองว่าเมื่อโตขึ้นฉันต้องทำแบบนั้นไหม

“เรื่องใหญ่เกินไป นามธรรมเกินไป”

คำปรามาทว่าเป็นผู้หญิงขี้เกียจ ตลอดจนคำถามทั้งหลายที่ฉันมี ตามฉันจากบ้านสู่รั้วมหาวิทยาลัย ทว่าในวัยที่ฉันเป็นนักศึกษา กระแสของการเรียกร้องความเป็นธรรมทางเพศขยายกว้างทางโซเชียลมีเดีย ฉันได้อ่าน ศึกษา วิเคราะห์ผ่านประสบการณ์ส่วนตัว จนเข้าเป็นแนวร่วมสนับสนุนความเป็นธรรมทางเพศ ต่อต้านระบบปิตาธิปไตย ชนักแห่งการโทษตัวเองจากการถูกตำหนิมานานและของฉันเริ่มคลี่คลาย

ฉันสนใจและมีพลังที่จะขยายความเข้าใจของฉันไปยังการทำวิจัยเรื่องข้อกฎหมายที่มีความกดทับทางเพศ รวมถึงการตีความกฎหมายซึ่งยังขาดความเป็นธรรมทางเพศ ฉันเสนอหัวข้อวิจัยปีสุดท้ายเรื่องคำพิพากษาและการตีความของศาลเกี่ยวกับประเด็นทางเพศ

ที่ปรึกษาวิจัยของฉันปัดตก “มันนามธรรมเกินไป ทุกวันนี้ก็มีความเท่าเทียมทางเพศแล้ว จำนวนผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำก็มีเยอะ และเรื่องรัฐธรรมนูญมันใหญ่เกินไป” แม้ฉันจะมีขอบเขตการวิจัยที่ขนาดพอเหมาะชัดเจน และมีข้อมูลพร้อมอยู่แล้วจากจัดอบรมเชิงปฏิบัติการกับเพื่อน ๆ เรื่องการวิพากษ์รัฐธรรมนูญด้วยมุมมองความเป็นธรรมทางเพศและเฟมินิสม์ และเริ่มดำเนินงานมาแล้ว 1 ปี ในขณะที่ฉันอธิบายเหตุผลและตอบข้อกังวลของที่ปรึกษางานวิจัย ฉันก็ถูกตำหนิ ดูถูก และไม่ยอมรับด้วยการหัวเราะพร้อมท่าทางส่ายหัวเบา ๆ ท่าทางการนั่งไขว่ห้างและกอดอก ไม่ต่างจากอำนาจของของพ่อที่มีต่อลูกสาวในบ้าน ฉันไม่มีอำนาจที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้ทำงานในหัวข้อที่ต้องการ

“ผู้สั่นคลอนพื้นที่”

ฉันในปัจจุบันเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางเพศ เพื่อตัวฉันเอง ฉันก้าวเข้ามาในพื้นที่การทำงานแบบนักปกป้องสิทธิ และต้องติดต่อสื่อสารร่วมงานกับนักปกป้องสิทธิคนอื่นที่ทำงานด้านสิทธิในหลายด้าน แต่แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่คาดว่าทุกคนจะตระหนักในสิทธิมนุษยชน ตัวฉันกลับไม่ได้ปลอดภัยมากกว่าพื้นที่อื่นในสังคม

เรื่องเพศ ชีวิตความรักและเพศสัมพันธ์ของฉันถูกเล่าต่อและขยายสู่บุคคลอื่น ทั้งสู่บุคคลที่เคยพบเจอฉันเพียงผ่านๆ และบุคคลที่อยู่ในแวดวงของการเกื้อหนุนกันในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อลดทอนศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของฉัน สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉันถึงสี่ครั้งในช่วงเวลาหนึ่งปี เรื่องของฉันถูกนำไปเล่าโดยไร้ซึ่งการให้ความยินยอมและไม่เป็นความจริงเสียส่วนใหญ่ หรือหากเรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันทำให้ใครเดือดร้อนซักคนเลยด้วยซ้ำ ความรักและเพศสัมพันธ์ยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพศหญิงอยู่ร่ำไป

ฉันยังโกรธ และมันกัดกินพื้นที่ในร่างกายฉันเรื่อยมา ฉันยังตั้งคำถาม เขาเหล่านั้นเล่าเรื่องของฉันด้วยความเกลียดชังทางเพศ เกลียดชังเพราะฉันเป็นคนต่อสู้เรื่องเพศ เกลียดชังเพราะฉันเป็นผู้สั่นคลอนพื้นที่ของเขาที่เขาควรจะเป็นคนหรือกลุ่มคนที่ควรถูกให้คุณค่า เป็นกลุ่มเสาหลัก และเขาควรจะสามารถควบคุม กำหนดบทบาทหน้าที่ผู้หญิงภายในพื้นที่ให้อยู่ภายใต้ความต้องการของพวกเขาได้

การเดินทางของฉันตั้งต้นจากการไม่ชอบตื่นเช้า ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดเล็กๆ แต่สำหรับฉันคิดว่านั้นคือจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับชีวิต ตั้งแต่ฉันประกาศว่าฉันสนับสนุนความเป็นธรรมทางเพศ ต่อต้านการเหยียดเพศ, ความรุนแรงทางเพศและการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ คำถามที่ฉันถูกถามบ่อย ๆ คือ “อ่านหนังสือเล่มไหน ชอบนักปรัชญาคนไหน” เรื่องเล่าจากประสบการณ์ของฉันที่สื่อสารมานี้ต้องการให้เห็นว่าเรามีการตื่นรู้จากประสบการณ์และมันน่าเชื่อถือมากพอ ๆ กับการตื่นรู้จักการอ่านหรือการเรียน ประสบการณ์ของเราไม่ใช่การคิดมากไปเอง และฉันหวังว่าเรื่องเล่านี้จะตอบคำถามสังคมได้ไม่มากก็น้อย ว่าฉันตาสว่างเรื่องความเป็นธรรมทางเพศมาจากอะไร

บทความ :

จิตลดา

ประชาชนเฟมินิสต์ ที่พอจะรู้เรื่องกฎหมายและคาดหวังให้กฎหมายมีความเป็นธรรมทางเพศ

บรรณาธิการ :

เต๋า ศรัทธารา หัตถีรัตน์

นักกิจกรรม เลสเบียน เฟมินิสต์ คนเคยทำแท้ง

ภาพ :

หมวยเล็ก

นักฟรีแลนซ์ นักกิจกรรมที่สนใจประเด็นเฟมินิสต์ และ LBQ+ เราเชื่อว่าสังคมที่ดีต่อนักกิจกรรมคือการโอบกอดและส่งเสริมกันและกัน

@2024 Backyard Politics All Right Reserved.