อย่าให้งานกลืนเรา วิธีสร้าง WORK LIFE BALANCE ฉบับนักกิจกรรม โดยมี ‘ครอบครัว’ เป็นตัวช่วย

“คนที่ไม่ได้ทำงานเป็นนักกิจกรรม เขาจะมองว่านักกิจกรรมผิดปกติ”

จบประโยคปุ๊บ เสียงหัวเราะก็ตามมาทันที ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ได้กวนใจ ‘อัย’ อีกต่อไปแล้ว แม้ว่าตอนแรกๆ ที่ได้ยินประโยคนี้จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายเธอเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะศีรษะ แต่ ณ ตอนนี้ถ้ามีใครมาพูดแบบนี้ใส่ อัยคงจะฟังแล้วรู้สึกเฉยๆ ถือเป็นสิทธิ์ของแต่ละคนที่จะคิด

แต่กว่าจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องเฉยๆ อัยบอกว่าใช้เวลาค่อนข้างนาน เหตุผลหนึ่งเพราะงานนักกิจกรรมและชีวิตของเธอมันผสมผสานกันจนแทบจะแยกไม่ออก ฉะนั้นทุกๆ ความคิด ทุกๆ การกระทำของอัย วิญญาณนักกิจกรรมมีบทบาทเสมอ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของเธอ โดยเฉพาะกับครอบครัวและเพื่อนฝูง

“เมื่อก่อนเราค่อนข้างมีปัญหาจริงๆ เราคุยกับเพื่อนหรือคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำงานเป็นนักกิจกรรมไม่รู้เรื่องเลย เรารู้สึกไม่อยากคุยกับเขา เพราะเขาคิดไม่เหมือนเรา ซึ่งเรารู้สึกว่าเขาคิดผิดนะ ตอนแรกๆ เราก็จะหายไปเลย อยู่แต่กับวงคนทำงานด้วยกัน แทบจะไม่มีเพื่อนวงอื่นๆ เลย”

การผสมระหว่างงานและชีวิตเป็นอาหารที่อัยรู้สึกอร่อยและถูกปาก แต่ให้กินไปนานๆ ก็เริ่มเอียนเหมือนกัน อัยเลยตัดสินใจพักงานแล้วกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน เพราะเธอเริ่มรู้สึกว่าชีวิตนี้จะมีแต่การทำงานไม่ได้ มันควรมีส่วนอื่นๆ ให้ได้ออกไปใช้ชีวิตบ้าง

‘ครอบครัว’ เลยกลับมาอยู่ในชีวิตของอัยอีกครั้ง เพื่อทำให้เธอตามหาสมดุลของชีวิตเจอ ที่งานจะไม่ใช่ทุกอย่าง แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งรวมกับส่วนอื่นๆ กลายเป็นชีวิตของอัย

หยุดงานเพื่อกลับมาหาจุดสมดุลชีวิต โดยมีครอบครัวเป็นตัวช่วยหนึ่ง

17 ปี เป็นตัวเลขที่อัยนับคร่าวๆ ว่าตัวเองทำงานมาแล้วเป็นระยะเวลาเท่าไร ถ้าให้เป็นคนก็คงเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย (ถ้าอยากนะ) สำหรับอัยตัวเลขนี้บอกว่าได้เวลาที่เธอจะพักบ้างแล้ว อัยตัดสินใจหยุดงานและกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว

“เราไม่มีเพื่อนเลย เพราะเขาคุยไม่เหมือนเรา เขาคุยเรื่องที่เรารู้สึกว่าเรารับไม่ได้ เราเลยปรับตัวเข้ากับเขาไม่ได้สักที พอฟังเขาคุยจะรู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ ใจเราจะโฟกัสแต่เรื่องที่เราเคยทำงานตอนเป็นนักกิจกรรม เราเอาหัวใจนักกิจกรรมไปใส่เวลาที่เราคุยกับเพื่อน หรือทำทุกๆ อย่างเลย ถ้าเพื่อนคิดต่างเมื่อไรเราจะรู้สึกว่าเขาคิดผิด เราก็จะรับไม่ได้ เลือกที่จะหายไปแทน”

ช่วงแรกๆ ของการกลับไปอยู่บ้าน อัยออกปากว่าเป็นเรื่องที่ยากมากในการปรับตัว เพราะเธอรู้สึกว่าไม่สามารถเข้ากับใครได้ โดยเฉพาะบทสนทนาจากพวกเขาที่ไม่เข้าหูอัยเอาซะเลย ทำให้อัยเลือกที่จะพาตัวเองออกมา แต่ก็มีจุดที่อัยลองมาตกตะกอนกับตัวเองว่าจะปรับตัวอย่างไรดี เพราะเธอรู้สึกว่าชีวิตไม่สามารถอยู่กับงานได้อย่างเดียว ครอบครัวและเพื่อนเป็นคนที่จะช่วยให้เธอไม่ต้องเอาตัวผูกไว้กับงานเท่านั้น

การตกตะกอนก็ทำให้อัยพบว่า ความเป็นนักกิจกรรมที่เธอมีอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอเข้ากับบางคนได้ เพราะมีทั้งคนที่ไม่ชอบ หรือไม่เข้าใจ หรือทำให้ตัวเธอเองไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน อัยลองเก็บความเป็นนักกิจกรรมเอาไว้กับตัว แล้วออกไปใช้ชีวิตกับครอบครัวและเพื่อนในฐานะ ‘อัย’

ออกกำลังกาย ไปเที่ยว กินข้าว เป็นกิจกรรมที่อัยเริ่มต้นเพื่อใช้เวลาไปกับครอบครัวและเพื่อน มันช่วยให้ความสัมพันธ์พวกเขาดีขึ้น โดยเฉพาะการที่อัยเก็บ ‘นักกิจกรรมอัย’ เอาไว้กับตัว ความสัมพันธ์ของอัยค่อยๆ ขยับขยายจากครอบครัวไปเพื่อน และชุมชนที่เธออาศัยอยู่

“ตอนที่เราเริ่มออกกำลังกาย ก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่ออกกำลังกายด้วยกัน เรื่องที่คุยก็จะอยู่ในหมวดการออกกำลังกาย บางคนก็เป็นนักกิจกรรมที่ทำงานเพื่อชุมชน ไปจัดกิจกรรมเพื่อเด็ก หรือจัดงานวิ่ง เราก็จะหาเรื่องที่คุยตรงกลางได้ เป็นเรื่องทั่วไปที่เรารู้สึกว่าคุยกับคนอื่นได้ ไม่ต้องคุยแต่เรื่องนี้เพราะเราเป็นนักกิจกรรมเท่านั้น”

วิธีนี้ทำให้อัยเริ่มเจอสมดุลในการใช้ชีวิตที่ไม่ได้มีแต่งานเหมือนเมื่อก่อน อีกอย่างมันทำให้อัยได้กลับมาดูแลตัวเอง ซึ่งอัยบอกว่า การทำงานค่อนข้างดูดพลังจากเธอ ยิ่งถ้าไม่ดูแลร่างกายอาจจะส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้อัยเน้นกับเราตัวโตๆ ว่า ต้องอย่าลืมดูแลตัวเองเด็ดขาด

“เมื่อก่อนตอนที่ทำงานเป็นนักกิจกรรม เรารู้สึกว่าเราไปดูแลคนอื่น แต่เราลืมดูแลตัวเอง แล้วก็คนใกล้ตัว เป็นสิ่งที่นักกิจกรรมเป็นกันเยอะมาก”

ถึงไม่ได้ทำงานก็ไม่ได้แปลว่าคุณค่าในตัวเองหมดไป เพราะมันจะยังคงอยู่เสมอ

ความเป็นนักกิจกรรมที่อัยเลือกเก็บไว้เพื่อสานสัมพันธ์กับครอบครัวและคนอื่นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่รับรู้ตัวตนส่วนนี้ของอัย เธอยังคงเล่าและแชร์เรื่องงานให้พวกเขาฟัง เพียงแต่เลือกว่าจะเล่าเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้ครอบครัวรู้และเข้าใจการทำงานของอัย ซึ่งอัยรู้สึกว่าถ้าเกิดความเข้าใจ ครอบครัวจะเป็นคนช่วยให้เธอสามารถทำงานเป็นนักกิจกรรมได้อย่างราบรื่น

“เรื่องงานเราว่ามันยากที่จะคุยกับครอบครัวให้เข้าใจ เลยไม่ได้สื่อสารมากเท่าไร คุยแค่เรื่องที่รู้สึกว่ามันพอจะเข้าใจได้ ไม่ต้องลึกลงรายละเอียดถึงงานที่เราทำ เพราะอาจเป็นจุดที่คนอื่นเข้าใจได้ยากหน่อย คือให้เขารู้แค่ว่าเราไปทำงานอะไร ลักษณะงานคร่าวๆ

“เราว่าครอบครัวมีส่วนซัพพอร์ตเรา เพราะการเป็นผู้หญิงที่อยู่ในสังคมชนบท มันถูกคาดหวังว่าต้องดูแลบ้าน ดูแลครอบครัว พอเรามาทำงานเป็นนักกิจกรรม ทำให้ค่อนข้างมีเวลาน้อย ยิ่งเวลาทำงานเราไม่ได้ตายตัวเหมือนคนทำงานประจำคนอื่นๆ สิ่งที่คนในครอบครัวมีส่วนซัพพอร์ต คือ เขาเข้าใจเรื่องนี้ อย่างเรื่องดูแลงานบ้านก็จะช่วยกัน จัดการตัวเองกันได้ เรารู้สึกว่าถ้าคนในครอบครัวซัพพอร์ตเราได้ในส่วนนี้ เราจะมีความสุขกับการทำงาน มีนักกิจกรรมหลายคนที่มีปัญหานี้ ครอบครัวไม่เข้าใจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็จะมีปัญหากับครอบครัวละ เขาก็ทำงานลำบาก เราเลยคิดว่าครอบครัวมีส่วนมากในการทำงานของเรา”

‘นักแบก’ เป็นคาแรกเตอร์ของอัยสมัยก่อน คือแบกเรื่องงานไว้ตลอดเวลา ถ้างานมีปัญหาหรือมีเรื่องที่ต้องขบคิดมากๆ ก็จะส่งผลต่ออารมณ์ของอัย และส่งต่อไปยังคนที่อยู่รอบตัว บางครั้งครอบครัวเลยกลายเป็นที่ระบายของอัย เมื่ออัยแบ่งงานและการใช้ชีวิตชัดเจน เธอก็ไม่ต้องรับบทเป็นนักแบกงานต่อไป ไม่ต้องทุ่มทั้ง 7 วันเพื่อทำงาน แต่หาเวลาอยู่กับครอบครัวได้มากขึ้น

ในการทำงานเป็นนักกิจกรรม พวกเขามักเจอคำถามจากคนรอบตัวว่า อาชีพนี้มั่นคงพอที่จะเลี้ยงตัวพวกเขาได้ไหม อัยก็เคยเจอกับคำถามนี้ วิธีรับมือของเธอคือทำให้พวกเขาเห็นว่าเธอดูแลตัวเองได้ อาจจะไม่ได้ด้วยการเป็นนักกิจกรรมเท่านั้น มีการทำงานอื่นๆ เสริม

"ส่วนตัวเราไม่ได้รู้สึกแคร์กับเรื่องนี้สักเท่าไร รู้สึกว่าเราสามารถอยู่ได้ เราพอใจกับการทำงานนี้ เลยไม่ได้รู้สึกว่าเราจะต้องทำงานรับราชการ หรือทำงานที่ที่มั่นคง งานนักกิจกรรมมันเป็นจิตวิญญาณ มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกภูมิใจที่จะทำ”

แม้ว่าวันนี้อัยอาจจะปรับตัวได้ดีขึ้นกว่าวันแรกที่เริ่ม แต่ความยากในช่วงแรกๆ ก็ทำให้ท้อใจ สิ่งที่เป็นตัวช่วยของอัย คือ การเห็นคุณค่าในตัวเอง คุณค่าไม่ได้มาจากแค่การมีงานทำ แต่แค่การมีอยู่ของตัวเราบนโลกใบนี้ ก็ถือว่ามีคุณค่าในตัวมันเองแล้ว

“ตอนแรกรู้สึกว่าเราอยู่ไม่ได้หรอกถ้าเราไม่ได้ทำงาน เราเคยทำงานมาเกือบ 20 ปี วันหนึ่งมาหยุดไม่ได้ทำงานแล้ว เลยเป็นช่วงที่เรารู้สึกแย่มากๆ ดิ่งสุดๆ แต่วันหนึ่งเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราต้องกลับมาได้ เราต้องเห็นคุณค่าในตัวเอง เพราะเรามีความสำคัญในทุกๆ ที่ที่เราอยู่ เรารู้สึกว่าอยู่ตรงไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ การที่เราเป็นนักกิจกรรม เรารู้สึกว่ามันเป็นจิตวิญญาณของเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนเราก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในองค์กรหรือต้องทำงานที่มีสังกัด อยู่ตรงไหนเราก็ทำงานได้ หรือมีคุณค่าในตัวเองเสมอ สิ่งนี้ทำให้เราผ่านจุดที่รู้สึกดิ่งลงไปให้กลับมาได้”

ทำเพื่อสังคมและคนอื่นแล้ว อย่าลืมกลับมาทำเพื่อตัวเองด้วย

“เมื่อก่อนเราเป็นพวกเห็นอะไรก็เป็นงานไปหมด มีอุดมการณ์จิตวิญญาณของนักกิจกรรมตลอดเวลา มันเลยยากที่เราเลือกจะไม่แสดงสิ่งนี้ออกมา จนเรารู้สึกว่ามันต้องโฟกัสกับการใช้ชีวิต ณ เวลานั้น ไม่งั้นเราจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง”

การเลือกเก็บความเป็นนักกิจกรรมไว้ สำหรับอัยเป็นเรื่องสามัญธรรมดา มันไม่ได้ลดทอนหรือทำให้คุณค่าในการทำงานนี้หายไป เธอยังคงมีจิตวิญญาณความเป็นนักกิจกรรมหล่อเลี้ยงในตัวตลอดเวลา และมันทำให้อัยได้ไอเดียหนึ่ง คือ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิด ความคิดที่แตกต่างไม่ได้แปลว่าต้องอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันคือการหาพื้นที่ตรงกลางที่เราและเขาสบายใจที่จะอยู่ สานสัมพันธ์กัน

“เมื่อก่อนเคยคิดเหมือนกันว่า การทำสิ่งนี้มันย้อนแย้งกับตัวเองหน่อยๆ แต่เราคิดว่าทุกคนสามารถคิดต่างกันได้ ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน ไม่ใช่คิดไม่เหมือนกันอยู่ด้วยกันไม่ได้ หรือรู้สึกว่าเราไม่แย้งเขา หรือฟังเขา มันจะย้อนแย้งกับตัวเองไหม คือแตกต่างได้แต่ไม่แตกแยก เราอยู่ด้วยกันได้ เราแค่ไม่เห็นด้วยกับเขา เราก็อธิบายไปว่าเราคิดแบบนี้นะ ไม่ต้องทะเลาะหรือแยกกันอยู่ แล้วเราไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้มันลดทอนคุณค่า หรืออุดมการณ์ตัวเองเลย”

การทำงานเป็นนักกิจกรรมของอัย ครอบครัวเป็นคนที่ช่วยทำให้เธอสามารถจัดสมดุลให้ชีวิต พาตัวเองออกมาจากงานได้ เพราะยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ให้เธอทำอีกมากมาย ทำให้ชีวิตนี้มีความหลากหลายมากขึ้น

“การเป็นนักกิจกรรมทำให้เราได้ไปช่วยคนอื่น บางทีเราเลยอาจจะคาดหวังอยากให้คนที่เราช่วยเป็นแบบนี้ๆ เราก็เผลอเอามาใช้กับคนในครอบครัวด้วย เราไปคาดหวังเขา เรารู้สึกว่าเขาต้องเป็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็น เราไม่ได้เปิดใจฟังเขา มันต้องต่างคนต่างเปิดใจมานั่งคุยกัน ปรับตัวเข้าหาจุดตรงกลาง

“อยากให้กำลังใจหลายคนๆ ว่า เราทำงานเพื่อสังคมเพื่อคนอื่น แต่ว่าอย่าลืมคนในครอบครัวเราก็สำคัญ​ เราทำเพื่อคนในครอบครัวด้วย รวมถึงทำเพื่อตัวเองด้วย อย่ามองแต่สังคมอย่างเดียว ถ้าเราไม่มีแรงทำงาน เราก็ไม่มีแรงไปช่วยคนอื่นเหมือนกัน” อัยทิ้งท้าย

บทความ :

Summer flowers

เป็นนักสื่อสารที่กำลังหาบาลานซ์ให้ชีวิต กับที่ไว้ปลูกดอกทานตะวันเยอะๆ

บรรณาธิการ :

เต๋า ศรัทธารา หัตถีรัตน์

นักกิจกรรม เลสเบียน เฟมินิสต์ คนเคยทำแท้ง

ภาพ :

วิจิตรา

ตรา เป็นนักออกแบบการเรียนรู้ ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารทำความเข้าใจตัวเองและผู้อื่น เธอเชื่อว่าคนทำงานเปลี่ยนแปลงสังคมจำเป็นต้องมีชีวิตที่ดี แต่ชีวิตที่ดีเป็นแบบไหน เธอกำลังหาคำตอบอยู่

@2024 Backyard Politics All Right Reserved.