‘อุดมการณ์หนักแน่นดั่งขุนเขา เงินในกระเป๋าบางเบาดั่งขนนก’

งานหนักเงินน้อย ไร้สวัสดิการ เสียสละให้สังคมจนไม่มีความมั่นคงในชีวิต แทบจะเป็นประเด็นคลาสสิกของคนทำงานภาคสังคมด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา พื้นที่สาธารณะ สาธารณะสุข ความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ

นอกจากภาระงานจะกระหน่ำถาโถมสวนทางกับจำนวนเงินในกระเป๋า หลายครั้งคนทำงานเองต่างเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ หรือแรงสั่นสะเทือนจากประเด็นเหล่านั้น

เราจึงชวน ตรา วิจิตรา เตรตระกูล ทีมขับเคลื่อนงาน Well-Being ในการเมืองหลังบ้าน มาพูดคุยกันในฐานะคนที่วางตัวอยู่ในมิติอันทับซ้อนระหว่าง ‘คนทำงานภาคสังคม’ และ ‘คนทำงานเพศหญิง’ ในสังคมที่ยังคงติดหล่มปิตาธิปไตย แรงกดทับนี้ยิ่งน้ำหนักมหาศาล มากเพียงพอที่จะสร้างบาดแผลและรอยร้าว

เราจะค่อย ๆ คลี่ประเด็นที่ซับซ้อนนี้ออกมา ผ่านเรื่องราวของตรา

Q : งาน ‘นักกิจกรรมเรื่องเพศเพื่อผู้หญิง’ ที่ตราทำ คืองานอะไร ?

เราทำงานภาคสังคมเป็นนักกิจกรรมที่ดูแล Well-Being ของนักกิจกรรมผู้หญิงอีกที โดยใช้ศิลปะบำบัด หรือกระบวนการเรียนรู้เรื่องจิตใจ ประสานงานและดูแลว่านักกิจกรรมคนไหนเหมาะสำหรับกิจกรรมบำบัดประเภทอะไร เพื่อให้พวกเขาเข้ารับการบำบัดเยียวยาด้วยเทคนิคต่าง ๆ อีกงานคือจัดกิจกรรมต่าง ๆ เรื่องเพศ

เราทำงานเป็นรายโปรเจคระยะสั้น รับทุนจากแหล่งทุนเอามาจัดสรรในแต่ละงานอีกที รายได้จึงแล้วแต่โครงการ ช่วงไหนโครงการหมดสัญญาก็จะเป็นช่วงที่ไม่มีงาน ไม่มีรายได้

และเวลาเรารับงานมา แหล่งทุนของแต่ละโปรเจคจะกำหนดเพดาน ‘ค่าตอบแทนของคนทำงาน’ แบ่งกับ ‘เงินลงทุนในส่วนต่าง ๆ’ ของโปรเจคนั้น ซึ่งค่าตอบแทนคนทำงานมักเป็นเงินจำนวนน้อยกว่ามาก ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต

คนทำงานภาคสังคมประเภทนี้จึงต้องทำงานหลายโปรเจคพร้อม ๆ กัน

Q : ประสบการณ์ส่วนตัวกับปัญหาเรื่องเงิน ๆ งาน ๆ

ก่อนอาเราเสีย อาเราเคยเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องฟอกไตสัปดาห์ละสองครั้ง และมีหลายโรคเรื้อรัง จากที่ไม่เคยคิดเรื่องเงินก็ต้องคิด ถ้าเป็นช่วงลงพื้นที่ทำงานต่างจังหวัด เราต้องพาอาไปอยู่เนิร์สเซอรี่ ต้องจ่ายค่าดูแลเอง ตอนนั้นเราจำเป็นต้องต่อรองค่าตอบแทนจากงาน ถ้าไม่ครอบคลุมค่าดูแลรักษาอา ต่อให้เป็นพื้นที่ทำงานที่น่าสนใจมาก ๆ เราก็ไปไม่ได้

หลังจากอาเสียเราเป็นผู้จัดการมรดกต่อ บ้านของอาซึ่งเราก็อาศัยอยู่ด้วยนั้น ติดหนี้ธนาคารเกือบล้านบาท เมื่อเราไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีเงินเก็บ และไม่มีเครดิต มันจำกัดวิธีการที่เราจะรักษาบ้านไว้ และต้องผ่อนบ้านในอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป

เราเคยคิดว่าหากใช้ชีวิตสมถะ ไม่หรูหรา กินข้าวบ้าน ขึ้นรถสาธารณะ ไม่มีหนี้ เราจะสามารถเลือกงานที่เราชอบได้ แต่ชีวิตทุกคนมีเรื่องความเจ็บป่วย ยิ่งรัฐบริหารงานแบบนี้บวกกับสภาพแวดล้อมของเมืองที่ชวนป่วย แค่อยากกินอาหารปลอดภัย ไม่มีสารเคมี เราก็ต้องจ่ายเงินแพงมาก ทั้งที่มันควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

Q : มิติที่กดทับกันอย่างทับซ้อนของ ‘คนทำงานภาคสังคม’ แถมยังเป็น ‘ผู้หญิง’

เมื่อการทำงานเพื่อผู้หญิง เรารู้สึกว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งในชุมชน เราคืออัตลักษณ์นี้ และเราลุกขึ้นมาทำเรื่องของตัวเอง เราเข้าใจปัญหาเพราะเราคือผู้ได้รับปัญหาโดยตรงจากการเป็น LBQ ซึ่งแต่ละปัญหาที่มีอยู่ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่พบเจอ แต่คนในชุมชนของเราก็เจอด้วย

และนั่นหมายความว่า หากเราทำงานสำเร็จ เราสำเร็จ หากเราทำงานล้มเหลว เราจะเป็นส่วนหนึ่งในความล้มเหลวนั้นด้วย

มันจึงเป็นงานที่เครียดมาก ต้องต่อสู้มาก เนื้องานเรียกร้องพลังจากเราเยอะ นักกิจกรรมผู้หญิงทุกคนที่เรารู้จักไม่มีใครเลยที่ไม่มีโรค พวกเขามีเงื่อนไขทางสุขภาพบางอย่างเสมอ มีโรคประจำตัว มีอาการไม่สบายตัว น้อยมากที่จะแข็งแรงอยู่บนเส้นทางนี้

ประกอบกับความเป็นผู้หญิง LBQ ซึ่งไม่สามารถแต่งงาน ไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ นอกจากทำงานข้างนอกแล้ว เรายังถูกคาดหวังให้ดูแลบ้าน ดูแลคนในครอบครัว ภาระมันหนักเกินกว่าร่างกายหรือเงินทองจะรับไหว

แต่ไม่หนักขนาดนี้ยังก็ไม่มีสวัสดิการดูแล ทั้งที่องค์กรภาคสังคมประกาศตัวเรื่องการดูแลผู้คน แต่กลับไม่ได้นึกถึงคนทำงานมากพอ

อีกประเด็นคือความไม่เท่าเทียมทางเพศในองค์กรต่าง ๆ เช่น ในภาคธุรกิจ บางองค์กรรับผู้ชายเข้าทำงานและให้เงินเดือนผู้ชายมากกว่า เพราะมองว่าผู้หญิงมีโอกาสท้อง ต้องลาคลอด หรือมีภาระดูแลลูกมากกว่าผู้ชาย ตัวอย่างคือพี่สาวเราเอง หลังจากแต่งงานพี่สาวก็เจอคำถามเกี่ยวกับเรื่องแต่งงานมีลูก และสมัครงานไม่ได้เลย ทั้งที่มันไม่เกี่ยวกับศักยภาพที่เขามี ซึ่งเราก็สนใจว่า ในองค์กรภาคสังคมมีเรื่องแบบนี้บ้างหรือเปล่า แต่เราก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนๆ เรื่องนี้

Q : ทำไมองค์กรภาคสังคม เพื่อสังคม มักมีปัญหาเรื่องเงิน

การเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อสังคมส่วนรวม ได้กลายเป็นวัฒนธรรมของขบวนการ คล้ายความรู้สึกว่าเกิดมาเป็นผู้หญิงต้องทำแบบนั้นแบบนี้ เกิดมาเป็นนักกิจกรรมภาคสังคมก็ต้องเสียสละชีวิตถึงจะมีคุณค่า

และคนที่เป็นนักกิจกรรมมักจะอยากทำ อยากทุ่มเทกับอะไรบางอย่างจนไม่ได้นึกถึงผลประโยชน์ส่วนตัว มองภาพของส่วนรวมมาก ๆ จนหลายทียอมควักเนื้อ เอาเงินส่วนตัว หรือแบ่งค่าตอบแทนไปใช้กับกิจกรรม

อีกประเด็นคือคนทำงานภาคสังคมมักรู้สึกผิดเมื่อต้องการค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น
ถ้าค่าตอบแทนเยอะเกินไป มันจะเหมือนเราทำเพื่อตัวเองมากกว่าสังคมไหม ?

ยิ่งทำงานเป็นกลุ่มเราจะยิ่งเผลอเทียบกับเพื่อน เมื่อเพื่อนเรียกค่าตอบแทนน้อย คนอื่นก็ไม่กล้าเรียกค่าตอบแทนที่มากกว่า ทั้งที่ภาระความจำเป็นของแต่ละคนต่างกัน

ทัศนะคติเชิงลบเหล่านี้สร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตร ไม่ปลอดภัยในการพูดเรื่องเงิน เราต่างกลัวถูกตัดสินว่าเห็นแก่ตัว บรรดานักกิจกรรมจึงไม่กล้าสำรวจตัวเองและคนในกลุ่มแบบชัด ๆ เมื่อเด็กรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงานภาคสังคม พวกเขาก็กลัวว่าจะไม่มีกิน

มันน่าเศร้าเมื่อเราต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์และความอยู่รอดของเรา เราควรจะได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อ และได้รับค่าตอบแทนจากมันด้วย เพราะเราทำงานเพื่อให้ชีวิตคนดีขึ้น สังคมดีขึ้น…แปลว่างานนั้นต้องดูแลเราได้ด้วยเหมือนกัน

บทความ :

นิสากรม์ ทองทา

นักหัดเขียน ผู้วางแผนท่องเที่ยวในทุกวัน และชื่นชอบงานศิลปะเป็นที่สุด แม้จะวาดภาพไม่เก่งก็ตามที

บรรณาธิการ :

เต๋า ศรัทธารา หัตถีรัตน์

นักกิจกรรม เลสเบียน เฟมินิสต์ คนเคยทำแท้ง

ภาพ :

วิจิตรา

ตรา เป็นนักออกแบบการเรียนรู้ ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารทำความเข้าใจตัวเองและผู้อื่น เธอเชื่อว่าคนทำงานเปลี่ยนแปลงสังคมจำเป็นต้องมีชีวิตที่ดี แต่ชีวิตที่ดีเป็นแบบไหน เธอกำลังหาคำตอบอยู่

@2024 Backyard Politics All Right Reserved.