เปิดใจรับฟังอนุญาตให้ตัวเองท้ออนุญาตให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจ

“ตุ้มโฮมแปลว่าการรวมตัวกันเพื่อสร้างเสริมจิตวิญญาณ เสริมพลังงานให้แก่กัน”

กีกี้ อธิบายคำว่า ‘ตุ้มโฮม’ ให้เราฟัง เป็นแนวคิดหนึ่งที่เธอและเพื่อนๆ นำมาใช้ทำงานกับกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีชื่อว่า ‘เฟมปลาแดก’ หรือชื่อดั้งเดิมอย่าง ‘เฟมินิสต์ปลดแอกอีสาน’
เฟมปลาแดกทำงานเคลื่อนไหวโดยมีประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ ความเป็นธรรมทางเพศ โดยพื้นที่การทำงานของพวกเขาอยู่ในภาคอีสาน ที่กีกี้บอกว่าแนวคิดชายเป็นใหญ่ยังคงมีอิทธิพลอยู่
“ด้วยความที่อยู่ในภาคอีสาน เรารู้สึกว่าถ้าไม่เกิดการรวมตัวกันของคนที่เป็นผู้หญิง หรือ LGBTQ+ มันค่อนข้างส่งเสียงยากมากๆ วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่นี่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เขาเสียงดังมาก ถ้าเราส่งเสียงออกไปตัวคนเดียว อาจจะยากเหมือนกัน ส่วนตัวเราคิดว่าการรวมตัวกันเพื่อส่งเสียง เรียกร้องบางอย่าง มันเลยมีความสำคัญกับที่นี่มากๆ 
“เป็นวัฒนธรรมของอีสานหรือลาวอยู่แล้วด้วย ที่จะมีการรวมตัวกันเพื่อสร้างเสริม ส่งพลังให้กันและกัน คล้ายๆ เป็นการฟื้นฟูจิตวิญญาณ เราก็เลยหยิบวัฒนธรรมตุ้มโฮมมาปรับใช้ให้มันมีความธรรมชาติมากขึ้น เป็นมุมมองของเฟมินิสต์ เพราะตุ้มโฮมแบบดั้งเดิมมีความชายเป็นใหญ่สูงมาก เราก็เอามาคิดว่าจะปรับใช้ยังไง ให้มัน Gender Neutral (ความเป็นกลางทางเพศ) ไม่กดขี่กัน” 
การสนทนาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เราคงไม่ได้มุ่งไปที่เรื่องการทำงานของกีกี้ หรือกลุ่มเฟมปลาแดกเพียงอย่างเดียว แต่คุยกันถึงปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานเป็นนักกิจกรรมอย่าง ‘ความสัมพันธ์ครอบครัว’ เป็นสิ่งที่นักกิจกรรมหลายคนๆ อาจกำลังเผชิญอยู่ ที่ความสัมพันธ์ครอบครัวเข้ามาส่งผลไม่มากก็น้อยต่อการทำงานเคลื่อนไหว สำหรับกีกี้เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เธอกำลังทำงานอยู่ เพื่อให้ ‘ความสัมพันธ์’ ยังเดินหน้าต่อไปควบคู่กับทางที่เลือก แล้วเครื่องมือที่เรียนรู้เพื่อทำงาน กีกี้ก็นำมาใช้กับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
แม้ระยะห่างระหว่างเราและคู่สนทนาตรงข้ามจะอยู่ที่ 430 กิโลเมตร ปทุมธานี - ขอนแก่น แต่ข้อมูลที่ได้รับยังครบถ้วน อาจเป็นทางเลือกหนึ่งให้บางคนได้ลองนำไปใช้กับตัวเอง

เมื่อ ‘ความคาดหวัง’ และ ‘แนวคิดชายเป็นใหญ่’ เป็นสิ่งที่อยู่ในความสัมพันธ์ครอบครัว

“เราตั้งคำถามมาตั้งแต่เด็กๆ คือเราเป็นเด็กผู้หญิงที่รักการนอนมาก (เน้นเสียง) ชอบตื่นสายสุดๆ ที่บ้านจะมีกิจกรรมตุ้มโฮมรวมญาติช่วงงานต่างๆ ซึ่งครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ ทำให้เราโดนญาติตั้งคำถามมาที่แม่เราว่า ทำไมถึงเลี้ยงลูกให้ตื่นสาย ลูกเป็นผู้หญิงนะ ทำไมไม่หัดให้ลูกตื่นเช้ามาช่วยทำงานบ้าน แม่เลยมาคุยกับเราว่าจะตื่นสายก็ได้ แต่ถ้าวันไหนญาติมาก็ขอให้ตื่นเช้า 
“เราก็ตั้งคำถามนะว่า ทำไมมีแต่เด็กผู้หญิงเท่านั้นที่โดนตั้งคำถามแบบนี้ เด็กผู้ชายตื่นบ่ายเขาก็ไม่เคยว่าอะไร มันเป็นการตั้งคำถามโดยที่เราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แล้วเราเจอเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้บ่อย โดนตีกรอบเพราะเราเกิดมาเป็นเด็กผู้หญิง บางครั้งเราตอบโต้ด้วยความโกรธ เพราะเรายังไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าการกำหนดกรอบทางเพศ”

สิ่งที่กีกี้เจอระหว่างการเติบโตเป็นคำตอบหนึ่งที่ว่า ทำไมเธอถึงมาทำงานขับเคลื่อนเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ ซึ่งการเลือกเส้นทางนี้ก็ส่งผลกับความสัมพันธ์ของเธอและครอบครัว
“มี 2 เรื่องที่เราไม่ค่อยลงรอยกับที่บ้านเท่าไร เรื่องที่หนึ่ง คือ ความคาดหวังของครอบครัว เขาจะคาดหวังให้เราเฟื่องฟูในเชิงเศรษฐกิจมากๆ เพราะตอนนี้เราเรียนจบแล้วด้วย ช่วงที่เรียนจบปีแรกๆ เขายังไม่ได้กดดันเท่าไร ปล่อยให้เราได้ค้นหาตัวเอง แต่พอเข้าปีที่ 2 ที่ 3 เขาเริ่มถามแล้วว่า งานที่เราทำอยู่ มันตอบโจทย์จริงๆ ไหม ถามบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เป็นการกดดันทางอ้อม ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้เราตั้งคำถามกับตัวเองต่อว่า เออ มันใช่เราจริงๆ ไหม เรามีความสุขหรือเปล่าในการทำสิ่งนี้ ทำให้เรารู้สึก down พอสมควร”
‘ความมั่นคง’ อาจเป็นสิ่งที่บางคนเคยเจอ ไม่ใช่แค่คนที่เลือกจะเป็นนักกิจกรรม อาจจะด้วยความคาดหวัง เป็นห่วง หรือต้องการให้เป็นเสาหลักดูแลครอบครัวต่อไป มีบางบ้านพยายามให้ลูกเลือกทำงานที่มั่นคง ได้เงินตอบแทนสูงๆ 
เสียงตั้งคำถามของพ่อแม่ ก็ทำให้กีกี้หันมาตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกัน ไม่ว่าจะเรื่องการตัดสินใจ หรือความสามารถของตัวเองที่มากพอจะดูแลครอบครัวได้ไหม
“เรื่องที่สอง คือ ความคิดชายเป็นใหญ่ภายในบ้านเราเนี่ยแหละ ช่วงที่เราไฟแรงมากๆ ก็เถียงกับที่บ้านบ่อยเลย จนมีคำพูดหนึ่งของพ่อที่บอกกลับมาว่า ‘ถ้าสุดท้ายในครอบครัวตัวเองยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ หรือสื่อสารได้ไม่ดีพอ เราจะไปแก้ปัญหาสังคมภายนอกได้ยังไง’ มันแทงใจดำอยู่นะ แต่เราก็เห็นด้วย  ปัญหาที่บ้านเรายังจัดการไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรารู้นิสัยเขาพอสมควร แต่ทำไมยังแก้ไม่ได้สักทีนะ” 

การรับฟังและเปิดใจ อนุญาตให้มีช่วงเวลาหนีไปพักได้ วิธีจัดการกับความสัมพันธ์ครอบครัว

หลังจากคุยจนได้รู้สถานการณ์ของกีกี้ เราเลยถามถึงสถานะความสัมพันธ์กับครอบครัวตอนนี้เป็นอย่างไร เธอตอบกลับมาว่า “กำลัง work อยู่ เราเองพยายามใจเย็นขึ้น เอาเครื่องมือจากที่เรียนรู้เรื่อง Well - being มาใช้ พยายามใช้กับตัวเองให้บ่อย ให้ใจเย็นมากขึ้น”
‘การสื่อสาร’ เป็นสิ่งที่กีกี้บอกว่าจำเป็นในการจัดการกับความสัมพันธ์ครอบครัว เริ่มจากการบอกความต้องการ แสดงจุดยืนของตัวเอง “เราใช้การยืนยันกับที่บ้านว่า สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้คือยังไง อธิบายให้เขาเข้าใจ เพราะเขาเองก็อาจได้รับผลกระทบจากงานที่เราทำ การอธิบายให้เขาเข้าใจเราถือว่าเป็นการให้เกียรติอย่างหนึ่ง เราคิดว่าตัวเองเป็นคนประเมินความเสี่ยงพอสมควร สามารถบอกได้ว่าเราทำงานนี้ เรามีวิธีรับมือแบบนี้นะ เราพยายามไม่ให้ครอบครัวได้รับผลกระทบ ในโซเชียลเราไม่เคยโพสต์รูปพ่อแม่ ไม่เป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ”
การเปิดใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การสื่อสารได้ผล ต่างฝ่ายต่างต้องเปิดใจและพร้อมที่จะรับฟัง กีกี้ออกปากว่ายังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอเสมอ เพราะมีช่วงเวลาที่เธอไม่พร้อม หรือเหนื่อยที่จะคุยกับครอบครัว ขณะที่ฝั่งครอบครัวเองก็เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน
บางครั้งกีกี้เลยเลือกที่จะหลบไปพัก อยู่ห่างๆ จากครอบครัวแทน เพื่อชาร์จพลังให้ตัวเอง เพราะงานที่ทำอยู่ก็ค่อนข้างกินพลังงานจนแทบไม่เหลือแรงมาจัดการเรื่องนี้ หรือความเหนื่อยจากงาน อาจทำให้การจัดการกับความสัมพันธ์ไม่ดีพอ
“มีวันที่เรารู้สึกท้อเหมือนกันนะแบบ…เฮ้อ ไม่อยากคุยแล้ว เราเคยหายไม่โทรหาพ่อหาแม่ประมาณ 2 เดือน เพื่อฮีลตัวเอง พอกลับไปคุยกันเรามองเห็นพัฒนาการของตัวเองและของเขาด้วยว่า เออ ต่างฝ่ายต่างอยากที่จะรับฟังกันนะ เราสามารถเรียงลำดับเรื่องในการสื่อสารได้มากขึ้นด้วย”
กลุ่มเฟมปลาแดกเป็นตัวช่วยหนึ่งที่กีกี้บอกกับเรา การมีพื้นที่หรือคนที่สามารถแชร์เรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องงาน ได้รับรู้ว่าตัวเองไม่ได้เผชิญเรื่องแบบนี้คนเดียว ยังมีคนอื่นๆ ที่มีเรื่องต้องเผชิญเหมือนกัน กีกี้รู้สึกว่าการได้แชร์และมีคนรับฟัง ช่วยทำให้เธอไม่รู้สึกว่าตัวเองประหลาด หรือยืนยันว่าเธอคิดถูกแล้ว แม้อาจจะมีคนที่ไม่ได้คิดแบบนี้
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมกีกี้พยายามรักษาความสัมพันธ์กับครอบครัว คำตอบของเธอ คือ ความรักและความรู้สึกขอบคุณ รวมถึงที่ว่าเธอไม่ได้เป็นฝ่ายพยายามไปคนเดียว แต่ครอบครัวเองก็พร้อมที่จะรักษาความสัมพันธ์นี้ไปกับเธอ
“เรารักครอบครัวนะ แต่ว่าก็ไม่ได้ชอบทุกเวลา เราเลยไม่ได้ตัดขาดกัน มีเรื่องบ้าง แต่ถ้าช่วงไหนเราพอจะอธิบายได้ เราก็จะอธิบายกับเขา เพราะเราเชื่อในการสื่อสารจริงๆ ยิ่งคนใกล้ตัวยิ่งต้องสื่อสารกัน งานที่เราทำอยู่มันกระทบกับเขาแน่ๆ เขาเป็นหนึ่งในคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เราก็ควรที่จะอธิบายให้เขาฟัง
“เราเองก็รู้สึกขอบคุณเขาด้วยแหละ มันไม่ใช่บุญคุณนะ เป็นความรู้สึกขอบคุณ เพราะสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเขาก็มีไม่น้อย คิดว่าเขาก็ต้องเรียนรู้จากเราไปเหมือนกัน รวมถึงเรารับรู้ว่าเขาพยายามไปกับเรา เราถึงยังรู้สึกขอบคุณอยู่ที่เขาปรับตัว ไม่แข็งตัวเป็นอีแก่ (หัวเราะ) แต่ละครอบครัวอาจจะเจอไม่เหมือนกัน ครอบครัวเรามันยังพอสื่อสารกันได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราพูดครั้งเดียวเขาจะฟังนะ เราต้องใช้วิธียืนยันไปเรื่อยๆ เหมือนกัน”
ครอบครัวเองก็มีผลต่อการทำงานเคลื่อนไหวของกีกี้ โดยเฉพาะแม่ที่เธอบอกว่า เป็นที่พักใจเวลาที่เธอเครียดหรือท้อจากการทำงาน แม่เป็นหนึ่งคนที่กีกี้จะโทรไปหา สามารถร้องไห้ด้วยได้ หรือเวลาที่รู้สึกเบิร์นเอาท์ (ฺBurnout) แม่สามารถเป็นแหล่งที่พักให้เธอได้

ไม่เป็นไรถ้าต้องใช้เวลาทั้งชีวิตจัดการกับความสัมพันธ์นี้ เมื่อมันเป็นสิ่งที่เราและเขาต้องการอยู่

การใช้ชีวิตเป็นนักกิจกรรมของกีกี้ โดยเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์กับครอบครัวไปด้วย แต่เธอก็เข้าใจว่าคนอื่นๆ อาจเจอประสบการณ์ไม่เหมือนกัน วิธีรับมือเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป ประสบการณ์หรือคำแนะนำของเธออาจเหมาะกับคนที่ยังอยากรักษาความสัมพันธ์กับครอบครัว หรือครอบครัวยังสามารถพูดคุยกันได้
“เราว่ามู๊ดแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน อย่างที่บอกว่าเราเองก็มีช่วงเวลาที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ถ้าอยากให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากที่สุด ต่างฝ่ายต่างต้องใจเย็น พร้อมที่จะรับสาร มันต้องหาจังหวะแบบนี้ให้เจอถึงจะคุยกันได้ผล แต่ก็เป็นจังหวะที่หายากเหมือนกัน คงต้องดูว่าอีกฝ่ายอยากฟังหรือมีอารมณ์จะคุยด้วยไหม
“แต่ถ้าไม่มีจังหวะนั้นจริงๆ เราว่ากระบวนการ Facilitator ที่นักกิจกรรมหลายๆ คนน่าจะเคยได้เรียนกัน เราว่าเอามาใช้สื่อสารกับที่บ้านได้นะ เรียงลำดับความสำคัญว่าเรื่องนี้เราควรคุยกันอย่างไร เรื่องไหนควรมาเป็นเรื่องแรก เราจะอธิบายเหตุผลอะไรมาเพื่อรับจุดประสงค์ของเรา หรือความต้องการของเรา”
และแม้ว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงกำลังดีลกับความสัมพันธ์นี้ ที่ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่กีกี้ยังพร้อมที่จะทำงานกับมันต่อไป เพราะอย่างที่บอกว่าเธอไม่ได้ทำอยู่คนเดียว ครอบครัวเองก็ยังอยากไปต่อด้วยกัน
“มันเป็นเรื่องที่เรายอมรับได้นะ ถ้าต้อง work กันไปตลอดชีวิต เพราะเราก็ work เขาก็ work เป็นทีมเดียวกัน ถ้ายังทำงานร่วมกันอยู่ก็ไม่แปลกที่จะ work ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งเรา work คนเดียว มันก็คงไม่เริ่ดแล้ว เขาคงไม่อยากทำงานนี้กับเราต่อไปแล้ว
“เราว่าจุดสำคัญอีกอย่าง คือ เราต้องอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกท้อได้เหมือนกัน แล้วอาจจะต้องอนุญาตให้เขาเกิดความรู้สึกไม่เข้าใจได้ด้วย เพราะทั้งเราและเขาต่างมีสิทธิ์เหมือนกัน ถ้าเรายังไม่สามารถตัดขาดเขาได้เลย มันก็คงต้องพยายามแบบนี้ไปเรื่อยๆ บางคนอาจจะทั้งชีวิตเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็ไม่เป็นไรนะเราว่า”
สุดท้าย สิ่งที่กีกี้อยากฝากไว้ คือ การใจดีกับตัวเอง เธอรู้ว่าการทำงานเป็นนักกิจกรรมต้องใช้แรงและพลังงานค่อนข้างมาก การเห็นใจและใจดีกับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อดูแลให้เรายังแข็งแรงอยู่ในเส้นทางนี้ไปได้นานที่สุด
“เราอยากจะบอกทุกคนที่เคลื่อนไหวว่า เราไม่ได้โดดเดี่ยวนะ แม้ว่าบางครั้งคนรอบตัวที่เคลื่อนไหวประเด็นเดียวกัน หรือเพื่อนกลุ่มเดียวกัน อาจจะไม่ใช่เซฟโซนของเรา แต่ว่ายังมีทางออกอื่นๆ อีก อาจจะมีคนที่อยู่นอกกลุ่ม หรือว่าคนที่ทำงานอื่นๆ ที่พร้อมจะรับฟังและเยียวยาเรา อย่างน้อยมีคนฟังเราแน่ๆ เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวแน่ๆ 
“ที่สำคัญอยากให้อนุญาตให้ตัวเองพัก อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกไม่โอเค เพราะว่าในการทำงานที่พวกเราต่อสู้กัน มันก็ยากมากๆ ต้องใช้พลังงานเยอะ เราเข้าใจเลยว่า บางทีรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกหันหลังให้เรา เกิดอาการเบิร์นเอาท์ เราเลยอยากให้ทุกคนใจดีกับตัวเอง อยากให้ทุกคนรักตัวเองมากๆ อย่าขาดความรักกัน เราเชื่อว่าโลกที่มีความรักคือสังคมที่เราใฝ่ฝัน ถ้าโลกไหนที่ไม่มีความรักแล้วแม้กระทั่งการรักตัวเอง มันคือโลกของเผด็จการ
“ถ้าเราใจดีกับสังคมแล้ว ก็อยากให้นับตัวเราเป็นสังคมหนึ่งด้วย เราต้องใจดีกับตัวเอง ใจดีกับร่างกาย กับสภาวะอารมณ์ของตัวเองด้วย เพื่อนๆ ในขบวนการเดียวกัน หรือแวดล้อมเดียวกัน ก็ต้องใจดีต่อกันด้วย พอใจดีกับตัวเองแล้ว ก็ต้องเผื่อแผ่ให้คนอื่นๆ ด้วย” กีกี้ทิ้งท้าย

บทความ :

Summer flowers

เป็นนักสื่อสารที่กำลังหาบาลานซ์ให้ชีวิต กับที่ไว้ปลูกดอกทานตะวันเยอะๆ

บรรณาธิการ :

เต๋า ศรัทธารา หัตถีรัตน์

นักกิจกรรม เลสเบียน เฟมินิสต์ คนเคยทำแท้ง

ภาพ :

หมวยเล็ก

นักฟรีแลนซ์ นักกิจกรรมที่สนใจประเด็นเฟมินิสต์ และ LBQ+ เราเชื่อว่าสังคมที่ดีต่อนักกิจกรรมคือการโอบกอดและส่งเสริมกันและกัน

@2024 Backyard Politics All Right Reserved.